อิสราเอลนี่นับตั้งแต่ชนะสงคราม Six Day Wars
กับชาติอาหรับนี่ก็โดนก่อการร้ายมาตลอด ที่ร้ายแรงที่สุดคงทราบกันดีกว่าคือ
เหตุการณ์ฆ่านักกีฬาอิสราเอลที่ถูกเป็นตัวประกัน 11
คนในงานกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิคปี 1972
ซึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นทำให้มีทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการก่อการร้ายจนมี
การตั้งหน่วย SWAT ขึ้นมาทั่วโลก
และเยอรมันก็ได้ให้กำเนิดหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่ชือ่ว่า GSG9
รวมถึงมีการคิดค้นปืนสไนเปอร์ติดลำกล้อง PSG1 สำหรับใช้ในเมือง
หรือใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายในหน่วย SWAT และองค์กรตำรวจทั่วโลก
ที่พัฒนาต่อยอดมาจากปืน G3 ที่ตำรวจเยอรมันใช้ในตอนช่วยเหลือตัวประกันในปี
1972
แล้วปรากฎว่ายิงพลาดส่งทำให้ผู้ก่อการร้ายไหวตัวทันจนฆ่าตัวประกันเสียชีวิต
ส่วนอิสราเอล ก็มีการตั้งหน่วยข่าวกรอง Mossad ขึ้นมา
ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหน่วยข่าวกรอง
และเป็นหน่วยงานใต้ดินที่ทำงานแซกทรึมเข้าในไปในองค์กรของผู้ก่อการร้าย
เพื่อกำจัดเป้าหมายที่เป็นอันตรายต่ออิสราเอล ซึ่งยุคนั้นคงไม่มีใคร
ไม่รู้จักประโยควรรคทองของ ประธานาธิบดี โกดา แมร์ ของอิสราเอล
ที่ประกาศนโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าคนอิสราเอลถูกฆ่า 1 คน
กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะต้องถูกฆ่า 10 คน
ซึ่งขนาดมีนโยบายแบบนี้อิสราเอลก็โดนการก่อร้ายการฆ่าชาวอิสราเอลรายวัน
ซึ่งภายหลังการก่อการร้ายของอิสราเอลเริ่มลดลง เป็นผลมาจากการที่หน่วย
Mossad
ใช้การเคลื่อนไหวแบบใต้ดินไล่ฆ่าครอบครัวของพวกมุสลิมหัวรุนแรงที่เป็นผู้
ต้องสงสัยในการวางแผนโจมตีอิสราเอลทั้งสิ้น
เรียกว่ายุคนั้นไม่มีพวกโลกสวยออกมาต่อต้านมากนัก
เพราะยุคสงครามเย็นที่มีการต่อสู้ระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตย
และโลกคอมมิวนิสต์
ประกอบกับคนส่วนใหญ่ยังมีความทรงจำติดตัวจากความโหดร้ายของสงครามโลกครัั้ง
ที่ 2 อยู่
ส่วนรัสเซีย สมัยยังเป็นโซเวียตนี่โดนตั้งแต่การบุกเข้าไปในอัฟกันนิสถานแล้ว ทีโดนระเบิดพลีชีพฆ่าทั้งทหาร และประชาชน จนถึงยุค 1990 ที่โซเวียตล่มสลายกลายเป็นรัสเซีย กรุง Moscow ก็ตกเป็นเป้าก่อการร้ายของพวกมุสลิมหัวรุนแรงที่แบ่งแยกดินแดนมาตลอด ซึ่งเหตุการณ์ที่รัสเซียโดนมาก่อน และน่าจะร้ายแรงไม่แพ้ การก่อการร้ายในกรุงปารีส คือ การบุกยึดจับตัวประกันที่โรงละครเมือง Moscow ในปี 2002 ที่จบลงด้วยการเสียชีวิตกว่า 170 คน ทั้งตัวประกัน และผู้ก่อเหตุ ซึ่งตอนนั้นหนวย Spetsnaz รัสเซีย เลือกใช้การร่มแก๊ส ทั้งตัวประกัน และผู้ก่อการร้ายให้สลบ แล้วถึงส่งหน่วยจู่โจมเข้าไปเก็บผู้ก่อการร้าย แต่เพราะขาดการประสานงานระหว่างหน่วยที่จู่โจม กับหน่วยช่วยเหลือทำให้ ตัวประกันจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เสียชีวิตจากกระสุนปืนของผู้ก่อการร้าย ก็ต้องมาตายเพราะแก๊สสลบ เนื่องจากมีหลายคนที่หน่วยแพทย์ไม่สามารถช่วยเหลือให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ บางคนนอนสลบโคม่าอยู่หลายสัปดาห์ถึงเสียชีวิต แล้วในยุคที่กลุ่มกบฎมุสลิมหัวรุนแรงใน Chechens มีการจับตัวประกัน หน่วย KGB ของรัสเซียก็จะไปจับครอบครัวของพวกมุสลิมของพวกนี้มาเป็นตัวประกันเช่นกัน เพื่อต่อรอง เรียกว่าทำอะไรมา รัสเซียก็เอาคืนกลับอย่านั้น ถ้าพวกมุสลิมฆ่าตัดคอคนรัสเซีย หน่วย KGB ก็จะตามล่าญาติพี่น้องของฆาตกรคนนั้นแล้ว ฆ่าตัวคอคืนกลับเช่นกัน คำว่าโหดสัสรัสเซียมันมีมานานแล้วสมชื่อ
ดังนั้นคนที่โลกสวย ชอบมโนถึงสันติภาพทั้งหลายควรตระหนักไว้ด้วยว่าสันติภาพเกิดขึ้นได้เพราะการ มีอำนาจต่อรองอยู่เบื้องหลัง ไอ้คำพูดสวยหรู กับอุดมการณ์สวยหรู ที่ไม่มีกำลังทหาร ปืน และหน่วยข่าวกรองที่ตอบโต้การก่อการร้ายอยู่เบื้องหลังนั่น มันไม่มีทางจะแก้ไขปัญหา หรือสร้างสันติในสังคมขึ้นมาได้จริงๆ เพราะต้องยอมรับว่าในโลกนี้ธรรมชาติมันโหดร้าย ยังไงก็ต้องมีมนุษย์จำพวกหนึ่งที่่เป็นพวกนิยมเผด็จการมีความเชื่อผิดใน เรื่องชาติพันธุ ชอบทำสงคราม ชอบที่จะคลั่งศาสนา และทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเช่นการฆ่าคนอื่น คนพวกนี้ไม่ต่างจากคนบ้า หรือคนเมาที่ถือปืน การจะไปคุยกับคนบ้า หรือคนเมาถือปืน โดยไม่มีอาวุธป้องกันตัวเลย ไอ้คนที่ไปคุยนั่้นแหละจะตายก่อนได้พูดคุย หรือเจรจา ดังนั้นผมถึงเข้าใจนะว่า ทำไมอิสราเอล และรัสเซีย ถึงโหดกับศัตรูนอกประเทศ พวกเค้าโดนอะไรมาก่อน และปัจจุบันพวกผู้ก่อการร้ายก็ไม่ค่อนจะกล้าไปมีเรื่องกับ 2 ชาตินี้ และหันมาเล่นงานชาติยุโรป หรือสหรัฐฯ แทน เพราะเป็นเป้าหมายที่ง่ายกว่า และประกอบกับมีพวกประชากรโลกสวยอาศัยอยู่เยอะ ไปยิงกราด หรือระเบิดพลีชีพฆ่าคนในประเทศนั้นเป็นร้อย ก็ต้องมีพวกที่โลกสวยไปด่ารัฐบาลตัวเองไม่ให้กล้าใช้มาตราการตอบโต้ทางการท หาร หรือใช้มาตราการตอบโต้รุนแรงแบบที่อิสราเอล และรัสเซียทำแน่ๆ
ส่วนพวกที่ดีแต่พูดถึงอดีตว่าถ้าสหรัฐไม่ก่อสงครามกับอิรัก ไม่มีการโค่นล้มซัดดัม ก็จะไม่มี ISIS ในทุกวันนี้ มันก็พูดได้ แต่ไม่สามารถการันตี ได้ว่า อนาคตที่ซัดดัมยังเป็นปธน. อิรัก จะทำให้ตะวันออกกลางสงบ หรือไม่มีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธกลุ่มอื่นมาแทน ISIS การโจมตีแต่เรื่องในอดีตจนลืมไปว่า สงครามก่อการร้ายมาอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองแล้วนี่ มันก็ไม่ต่างอะไรจากพวกโลกสวยอาศัยแต่อุดมการณ์ แต่ไร้อำนาจการต่อรอง ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายได้หรอก
ส่วนรัสเซีย สมัยยังเป็นโซเวียตนี่โดนตั้งแต่การบุกเข้าไปในอัฟกันนิสถานแล้ว ทีโดนระเบิดพลีชีพฆ่าทั้งทหาร และประชาชน จนถึงยุค 1990 ที่โซเวียตล่มสลายกลายเป็นรัสเซีย กรุง Moscow ก็ตกเป็นเป้าก่อการร้ายของพวกมุสลิมหัวรุนแรงที่แบ่งแยกดินแดนมาตลอด ซึ่งเหตุการณ์ที่รัสเซียโดนมาก่อน และน่าจะร้ายแรงไม่แพ้ การก่อการร้ายในกรุงปารีส คือ การบุกยึดจับตัวประกันที่โรงละครเมือง Moscow ในปี 2002 ที่จบลงด้วยการเสียชีวิตกว่า 170 คน ทั้งตัวประกัน และผู้ก่อเหตุ ซึ่งตอนนั้นหนวย Spetsnaz รัสเซีย เลือกใช้การร่มแก๊ส ทั้งตัวประกัน และผู้ก่อการร้ายให้สลบ แล้วถึงส่งหน่วยจู่โจมเข้าไปเก็บผู้ก่อการร้าย แต่เพราะขาดการประสานงานระหว่างหน่วยที่จู่โจม กับหน่วยช่วยเหลือทำให้ ตัวประกันจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เสียชีวิตจากกระสุนปืนของผู้ก่อการร้าย ก็ต้องมาตายเพราะแก๊สสลบ เนื่องจากมีหลายคนที่หน่วยแพทย์ไม่สามารถช่วยเหลือให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ บางคนนอนสลบโคม่าอยู่หลายสัปดาห์ถึงเสียชีวิต แล้วในยุคที่กลุ่มกบฎมุสลิมหัวรุนแรงใน Chechens มีการจับตัวประกัน หน่วย KGB ของรัสเซียก็จะไปจับครอบครัวของพวกมุสลิมของพวกนี้มาเป็นตัวประกันเช่นกัน เพื่อต่อรอง เรียกว่าทำอะไรมา รัสเซียก็เอาคืนกลับอย่านั้น ถ้าพวกมุสลิมฆ่าตัดคอคนรัสเซีย หน่วย KGB ก็จะตามล่าญาติพี่น้องของฆาตกรคนนั้นแล้ว ฆ่าตัวคอคืนกลับเช่นกัน คำว่าโหดสัสรัสเซียมันมีมานานแล้วสมชื่อ
ดังนั้นคนที่โลกสวย ชอบมโนถึงสันติภาพทั้งหลายควรตระหนักไว้ด้วยว่าสันติภาพเกิดขึ้นได้เพราะการ มีอำนาจต่อรองอยู่เบื้องหลัง ไอ้คำพูดสวยหรู กับอุดมการณ์สวยหรู ที่ไม่มีกำลังทหาร ปืน และหน่วยข่าวกรองที่ตอบโต้การก่อการร้ายอยู่เบื้องหลังนั่น มันไม่มีทางจะแก้ไขปัญหา หรือสร้างสันติในสังคมขึ้นมาได้จริงๆ เพราะต้องยอมรับว่าในโลกนี้ธรรมชาติมันโหดร้าย ยังไงก็ต้องมีมนุษย์จำพวกหนึ่งที่่เป็นพวกนิยมเผด็จการมีความเชื่อผิดใน เรื่องชาติพันธุ ชอบทำสงคราม ชอบที่จะคลั่งศาสนา และทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเช่นการฆ่าคนอื่น คนพวกนี้ไม่ต่างจากคนบ้า หรือคนเมาที่ถือปืน การจะไปคุยกับคนบ้า หรือคนเมาถือปืน โดยไม่มีอาวุธป้องกันตัวเลย ไอ้คนที่ไปคุยนั่้นแหละจะตายก่อนได้พูดคุย หรือเจรจา ดังนั้นผมถึงเข้าใจนะว่า ทำไมอิสราเอล และรัสเซีย ถึงโหดกับศัตรูนอกประเทศ พวกเค้าโดนอะไรมาก่อน และปัจจุบันพวกผู้ก่อการร้ายก็ไม่ค่อนจะกล้าไปมีเรื่องกับ 2 ชาตินี้ และหันมาเล่นงานชาติยุโรป หรือสหรัฐฯ แทน เพราะเป็นเป้าหมายที่ง่ายกว่า และประกอบกับมีพวกประชากรโลกสวยอาศัยอยู่เยอะ ไปยิงกราด หรือระเบิดพลีชีพฆ่าคนในประเทศนั้นเป็นร้อย ก็ต้องมีพวกที่โลกสวยไปด่ารัฐบาลตัวเองไม่ให้กล้าใช้มาตราการตอบโต้ทางการท หาร หรือใช้มาตราการตอบโต้รุนแรงแบบที่อิสราเอล และรัสเซียทำแน่ๆ
ส่วนพวกที่ดีแต่พูดถึงอดีตว่าถ้าสหรัฐไม่ก่อสงครามกับอิรัก ไม่มีการโค่นล้มซัดดัม ก็จะไม่มี ISIS ในทุกวันนี้ มันก็พูดได้ แต่ไม่สามารถการันตี ได้ว่า อนาคตที่ซัดดัมยังเป็นปธน. อิรัก จะทำให้ตะวันออกกลางสงบ หรือไม่มีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธกลุ่มอื่นมาแทน ISIS การโจมตีแต่เรื่องในอดีตจนลืมไปว่า สงครามก่อการร้ายมาอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองแล้วนี่ มันก็ไม่ต่างอะไรจากพวกโลกสวยอาศัยแต่อุดมการณ์ แต่ไร้อำนาจการต่อรอง ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายได้หรอก

ในกรณีของเยอรมันก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อสงครามมันก็สูญเสียทั้งสองฝ่ายก็ให้มันจบๆกันไป ทำไมต้องมาเรียกค่าปฏิกรรมสงครามกันด้วย จำนวนเงินทั้งหมดทึ่เยอรมนีต้องชดใช้คิดเป็น 269,000 ล้านมาร์ก (ทองคำบริสุทธิ์ราว 100,000 ตัน) ซึ่งคิดเป็น 785,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามค่าเงินในปี ค.ศ. 2011 หรือ ประมาณ 24 ล้านล้านบาท ในสมัยนี้ เป็นจำนวนเงินที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากในยุคนั้นมองว่ามากเกินกว่าจะยอมรับ ได้
จากการจ่ายค่าปฏิกรรมนั้น ทำให้ธนาคารเยอรมันขาดสภาพคล่อง รัฐบาลเยอรมนีขณะนั้นจำเป็นต้องพิมพ์ ธนบัตรเข้าสู่ระบบจำนวนมากชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่าง รุนแรง
ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกๆ 2 วัน ร้านอาหารในเยอรมนีสมัยนั้นต้องปรับเปลี่ยนราคาอาหารกันตลอดเวลา คนขนเงินใส่รถเข็นเพื่อมาซื้อขนมปัง หรือได้เงินมาแล้วก็ต้องรีบไปซื้ออาหารเพื่อเอาเงินไปใช้ก่อนที่ค่าเงินจะลด ลงไปอีก ปริมาณอาหารลดน้อยลงจนเหลือเพียงแค่ขนมปังและมันฝรั่งเพียงเท่านั้น
เยอรมนีตอนนั้น แทบจะเรียกได้ว่าทุกภาคส่วนหยุดการผลิต ทั้งอุตสาหกรรม สิ่งทอ การค้าขายและการผลิตชะงัก ความระส่ำของผู้คนเยอรมันบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ถึงความอดอยากทุกข์ยาก มิหนำซ้ำเมื่อเยอรมันส่งค่าปฏิกรรมสงครามไม่ครบ ทหารฝรั่งเศสก็เข้ามายึด เหมืองถ่านหินของเยอรมัน แหล่งพลังงานความร้อนของเยอรมันจึงดับสนิท ชาวเยอรมันที่ไม่พอใจฝรั่งเศส แต่ก็ได้แต่ยืนมองทหารฝรั่งเศสขนถ่านหิน เมื่อทหารเห็นว่าชาวเยอรมันไม่ทำความเคารพตนในขณะเดินผ่าน ก็เข้าไปตบตีราวกับคนเยอรมันเป็นสัตว์
ฉนวนโปแลนด์(Polish Corridor) มีชาวเยอรมนีอาศัยอยู่มาก เยอรมนีเสียดินแดนส่วนนี้ให้แก่โปแลนด์ตามสนธิสัญญาแวร์ซาย์ และฉนวนโปแลนด์ยังแบ่งแยกดินแดนเยอรมนีเป็นสองส่วน คือส่วนปรัสเซียตะวันตกและปรัสเซียตะวันออก
ความทุกข์ยาก ความอัปยศในศักดิ์ศรี ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันไม่มีความหวังในรัฐบาลประชาธิปไตยของตนอีกต่อไป
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้เห็นถึงความทุกข์ยากของเยอรมัน และต้นเหตุที่สำคัญของความทุกข์ยากนี้คือค่าปฏิกรรมสงคราม ที่จะต้องยกเลิกเท่านั้น และดินแดนที่เสียไปจะต้องกลับคืนมา ในเมื่อไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลที่เป็น อยู่จะกล้าพอที่จะยกเลิกและเรียกร้องดินแดนคืน เขาจึงพยามไต่เต้าทางการ เมือง
ในที่สุดการผ่อนชำระยุติลงเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพรรคนาซี ก้าวขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ. 1933 เป็นเหตุให้อังกฤษและฝรั่งเศสเตรียมบดขยี้เยอรมันอีกครั้ง
สงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น เพราะเยอรมันเข้าไปกอบกู้ดินแดนของตนที่เสีย ไปคือฉนวนโปแลนด์กลับคืนมา ซึ่งมันเป็นความชอบธรรมของเยอรมัน เหมือนไทยเอาเชียงใหม่คืนจากพม่า อังกฤษกับฝรั่งเศสนั่นแหละที่เป็นผู้จุด ชนวนสงครามโดยการประกาศสงครามกับเยอรมันก่อน
จะเห็นได้ว่าเมื่อ เยอรมันรบชนะฝรั่งเศสแล้ว ก็ไม่ย่ำยีบีทาคนฝรั่งเศส ไม่ปล้น ไม่เรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม เหมือนที่ฝรั่งเศสทำกับเยอรมัน และไม่เข้าไปแทรกแซงการเมืองโดยการเข้าไป ควบคุมการบริหารประเทศอย่างแข้มงวด เพียงแต่ให้กองทหารเดินสวนสนามที่ประตู ชัยฝรั่งเศส และฮิตเลอร์ก็ไปถ่ายรูปที่หอไอเฟิลพอเป็นหลักฐานยืนยันว่าชนะ ฝรั่งเศสเท่านั้น
แต่ฝรั่งเศสเสียอีกที่ไม่ทำตามสนธิสัญญาในฐานะผู้แพ้สงคราม กลับตั้งกองทหารขึ้นมาต่อสู้กับเยอรมันในภายหลัง ซึ่งถ้าเยอรมันทำลายกองทัพฝรั่งเศสเสียแต่ตอนนั้น บางทีสงครามอาจพลิกผัน
บางคนว่ามันเป็นสิทธิของฝรั่งเศสที่จะกอบกู้เอกราช อ้าว!! แล้วตอนฮิตเลอร์กอบกู้เอกราช เห็นช่วยกันรุมประณามกันทั้งโลกว่าเป็นผู้ก่อสงคราม
เมื่อฮิตเลอร์กอบกู้เอกราช เอาดินแดนที่เสียไปคืน จะเรียกว่าเป็นผู้ก่อสงครามได้อย่างไร
ผมว่าประวัติศาสตร์นี้ประเทศฝ่ายชนะสงครามเป็นคนเขียน โยนความผิดให้ฝ่ายแพ้สงคราม โดยที่ฝ่ายแพ้ไม่มีสิทธิตอบโต้อะไรได้เลย แบบเรียนทั่วโลกที่ให้นักเรียน อ่านกัน จึงถูกชี้นำให้เชื่อ แล้วฝังใจมีอคติกับฝ่ายแพ้ โดยนักเรียนไม่มีอิสระที่จะใช้ความคิดของตัวเองที่จะตัดสินว่าใครเป็นฝ่าย ถูกผิด ถ้าขืนตอบนอกแบบเรียนก็สอบตก
มันเป็นหลักพื้นฐานของการต่อสู้อยู่แล้ว ที่ใครๆก็ตัดสินได้ว่าฝ่ายไหนสมควรได้รับการยกย่อง เหมือนเราดูสุนัขตัว หนึ่งที่ยืนหยัดต่อสู้จากการรุมกัดของสุนัข 4ตัว แล้วสุนัขตัวเดียวนั้นต้องพ่ายแพ้ ถ้าเราตัดสินว่าสุนัข 4 ตัวนั้นเก่ง นั่นแสดงว่า เราถูกชี้นำ