วสุ คำหอมม ำไม ISIS ถึงไม่โจมตีอิสราเอล ทำไมไม่โจมตีรัสเซีย

หลังการก่อการร้ายในปารีส เห็นมีพวกโง่ๆ ที่ออกมาตั้งคำถามว่า ทำไม ISIS ถึงไม่โจมตีอิสราเอล ทำไมไม่โจมตีรัสเซีย ซึ่งคำถามพวกนี้ กบในกะลาเท่านั้นนะที่ถาม เพราะถ้าเป็นคน ที่ติดตามประวัติศาสตร์ก่อการร้ายของโลก และติดตามข่าวต่างประเทศอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ยุคปี 70 ช่วงปลายสงครามเย็นน่าจะรู้ว่า การก่อการร้ายแบบนี้มันมีมานานแล้ว และอิสราเอล กับรัสเซียนี่แหละเป็นชาติแรกๆ ที่ได้ลิ้มรสชาติแบบนี้มาก่อน
อิสราเอลนี่นับตั้งแต่ชนะสงคราม Six Day Wars กับชาติอาหรับนี่ก็โดนก่อการร้ายมาตลอด ที่ร้ายแรงที่สุดคงทราบกันดีกว่าคือ เหตุการณ์ฆ่านักกีฬาอิสราเอลที่ถูกเป็นตัวประกัน 11 คนในงานกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิคปี 1972 ซึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นทำให้มีทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการก่อการร้ายจนมี การตั้งหน่วย SWAT ขึ้นมาทั่วโลก และเยอรมันก็ได้ให้กำเนิดหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายที่ชือ่ว่า GSG9 รวมถึงมีการคิดค้นปืนสไนเปอร์ติดลำกล้อง PSG1 สำหรับใช้ในเมือง หรือใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายในหน่วย SWAT และองค์กรตำรวจทั่วโลก ที่พัฒนาต่อยอดมาจากปืน G3 ที่ตำรวจเยอรมันใช้ในตอนช่วยเหลือตัวประกันในปี 1972 แล้วปรากฎว่ายิงพลาดส่งทำให้ผู้ก่อการร้ายไหวตัวทันจนฆ่าตัวประกันเสียชีวิต ส่วนอิสราเอล ก็มีการตั้งหน่วยข่าวกรอง Mossad ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหน่วยข่าวกรอง และเป็นหน่วยงานใต้ดินที่ทำงานแซกทรึมเข้าในไปในองค์กรของผู้ก่อการร้าย เพื่อกำจัดเป้าหมายที่เป็นอันตรายต่ออิสราเอล ซึ่งยุคนั้นคงไม่มีใคร ไม่รู้จักประโยควรรคทองของ ประธานาธิบดี โกดา แมร์ ของอิสราเอล ที่ประกาศนโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน ถ้าคนอิสราเอลถูกฆ่า 1 คน กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะต้องถูกฆ่า 10 คน ซึ่งขนาดมีนโยบายแบบนี้อิสราเอลก็โดนการก่อร้ายการฆ่าชาวอิสราเอลรายวัน ซึ่งภายหลังการก่อการร้ายของอิสราเอลเริ่มลดลง เป็นผลมาจากการที่หน่วย Mossad ใช้การเคลื่อนไหวแบบใต้ดินไล่ฆ่าครอบครัวของพวกมุสลิมหัวรุนแรงที่เป็นผู้ ต้องสงสัยในการวางแผนโจมตีอิสราเอลทั้งสิ้น เรียกว่ายุคนั้นไม่มีพวกโลกสวยออกมาต่อต้านมากนัก เพราะยุคสงครามเย็นที่มีการต่อสู้ระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตย และโลกคอมมิวนิสต์ ประกอบกับคนส่วนใหญ่ยังมีความทรงจำติดตัวจากความโหดร้ายของสงครามโลกครัั้ง ที่ 2 อยู่
ส่วนรัสเซีย สมัยยังเป็นโซเวียตนี่โดนตั้งแต่การบุกเข้าไปในอัฟกันนิสถานแล้ว ทีโดนระเบิดพลีชีพฆ่าทั้งทหาร และประชาชน จนถึงยุค 1990 ที่โซเวียตล่มสลายกลายเป็นรัสเซีย กรุง Moscow ก็ตกเป็นเป้าก่อการร้ายของพวกมุสลิมหัวรุนแรงที่แบ่งแยกดินแดนมาตลอด ซึ่งเหตุการณ์ที่รัสเซียโดนมาก่อน และน่าจะร้ายแรงไม่แพ้ การก่อการร้ายในกรุงปารีส คือ การบุกยึดจับตัวประกันที่โรงละครเมือง Moscow ในปี 2002 ที่จบลงด้วยการเสียชีวิตกว่า 170 คน ทั้งตัวประกัน และผู้ก่อเหตุ ซึ่งตอนนั้นหนวย Spetsnaz รัสเซีย เลือกใช้การร่มแก๊ส ทั้งตัวประกัน และผู้ก่อการร้ายให้สลบ แล้วถึงส่งหน่วยจู่โจมเข้าไปเก็บผู้ก่อการร้าย แต่เพราะขาดการประสานงานระหว่างหน่วยที่จู่โจม กับหน่วยช่วยเหลือทำให้ ตัวประกันจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เสียชีวิตจากกระสุนปืนของผู้ก่อการร้าย ก็ต้องมาตายเพราะแก๊สสลบ เนื่องจากมีหลายคนที่หน่วยแพทย์ไม่สามารถช่วยเหลือให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ บางคนนอนสลบโคม่าอยู่หลายสัปดาห์ถึงเสียชีวิต แล้วในยุคที่กลุ่มกบฎมุสลิมหัวรุนแรงใน Chechens มีการจับตัวประกัน หน่วย KGB ของรัสเซียก็จะไปจับครอบครัวของพวกมุสลิมของพวกนี้มาเป็นตัวประกันเช่นกัน เพื่อต่อรอง เรียกว่าทำอะไรมา รัสเซียก็เอาคืนกลับอย่านั้น ถ้าพวกมุสลิมฆ่าตัดคอคนรัสเซีย หน่วย KGB ก็จะตามล่าญาติพี่น้องของฆาตกรคนนั้นแล้ว ฆ่าตัวคอคืนกลับเช่นกัน คำว่าโหดสัสรัสเซียมันมีมานานแล้วสมชื่อ
ดังนั้นคนที่โลกสวย ชอบมโนถึงสันติภาพทั้งหลายควรตระหนักไว้ด้วยว่าสันติภาพเกิดขึ้นได้เพราะการ มีอำนาจต่อรองอยู่เบื้องหลัง ไอ้คำพูดสวยหรู กับอุดมการณ์สวยหรู ที่ไม่มีกำลังทหาร ปืน และหน่วยข่าวกรองที่ตอบโต้การก่อการร้ายอยู่เบื้องหลังนั่น มันไม่มีทางจะแก้ไขปัญหา หรือสร้างสันติในสังคมขึ้นมาได้จริงๆ เพราะต้องยอมรับว่าในโลกนี้ธรรมชาติมันโหดร้าย ยังไงก็ต้องมีมนุษย์จำพวกหนึ่งที่่เป็นพวกนิยมเผด็จการมีความเชื่อผิดใน เรื่องชาติพันธุ ชอบทำสงคราม ชอบที่จะคลั่งศาสนา และทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเช่นการฆ่าคนอื่น คนพวกนี้ไม่ต่างจากคนบ้า หรือคนเมาที่ถือปืน การจะไปคุยกับคนบ้า หรือคนเมาถือปืน โดยไม่มีอาวุธป้องกันตัวเลย ไอ้คนที่ไปคุยนั่้นแหละจะตายก่อนได้พูดคุย หรือเจรจา ดังนั้นผมถึงเข้าใจนะว่า ทำไมอิสราเอล และรัสเซีย ถึงโหดกับศัตรูนอกประเทศ พวกเค้าโดนอะไรมาก่อน และปัจจุบันพวกผู้ก่อการร้ายก็ไม่ค่อนจะกล้าไปมีเรื่องกับ 2 ชาตินี้ และหันมาเล่นงานชาติยุโรป หรือสหรัฐฯ แทน เพราะเป็นเป้าหมายที่ง่ายกว่า และประกอบกับมีพวกประชากรโลกสวยอาศัยอยู่เยอะ ไปยิงกราด หรือระเบิดพลีชีพฆ่าคนในประเทศนั้นเป็นร้อย ก็ต้องมีพวกที่โลกสวยไปด่ารัฐบาลตัวเองไม่ให้กล้าใช้มาตราการตอบโต้ทางการท หาร หรือใช้มาตราการตอบโต้รุนแรงแบบที่อิสราเอล และรัสเซียทำแน่ๆ
ส่วนพวกที่ดีแต่พูดถึงอดีตว่าถ้าสหรัฐไม่ก่อสงครามกับอิรัก ไม่มีการโค่นล้มซัดดัม ก็จะไม่มี ISIS ในทุกวันนี้ มันก็พูดได้ แต่ไม่สามารถการันตี ได้ว่า อนาคตที่ซัดดัมยังเป็นปธน. อิรัก จะทำให้ตะวันออกกลางสงบ หรือไม่มีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธกลุ่มอื่นมาแทน ISIS การโจมตีแต่เรื่องในอดีตจนลืมไปว่า สงครามก่อการร้ายมาอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองแล้วนี่ มันก็ไม่ต่างอะไรจากพวกโลกสวยอาศัยแต่อุดมการณ์ แต่ไร้อำนาจการต่อรอง ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายได้หรอก

ทำไมคอสงครามไทยถึงโปรเยอรมันกัน [คห 15]

ความคิดเห็นที่ 15
.                   ในกรณีของไทยที่ถูกพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2  แล้วสมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระเจ้าตากสิน กู้อิสรภาพคืนจากพม่า พม่าจะกล่าวหาว่าไทยก่อสงครามก็ไม่ถูก เห็นว่าไทยผิดก็ไม่ถูก  ไม่มีประเทศไหนที่จะต้องยอมเป็นทาสอื่นตลอดไปหรอก
                    
                    ในกรณีของเยอรมันก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อสงครามมันก็สูญเสียทั้งสองฝ่ายก็ให้มันจบๆกันไป ทำไมต้องมาเรียกค่าปฏิกรรมสงครามกันด้วย   จำนวนเงินทั้งหมดทึ่เยอรมนีต้องชดใช้คิดเป็น 269,000 ล้านมาร์ก (ทองคำบริสุทธิ์ราว 100,000 ตัน) ซึ่งคิดเป็น 785,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามค่าเงินในปี ค.ศ. 2011 หรือ ประมาณ 24 ล้านล้านบาท ในสมัยนี้   เป็นจำนวนเงินที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากในยุคนั้นมองว่ามากเกินกว่าจะยอมรับ ได้
                     จากการจ่ายค่าปฏิกรรมนั้น ทำให้ธนาคารเยอรมันขาดสภาพคล่อง  รัฐบาลเยอรมนีขณะนั้นจำเป็นต้องพิมพ์ ธนบัตรเข้าสู่ระบบจำนวนมากชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่าง รุนแรง 
                    ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกๆ 2 วัน ร้านอาหารในเยอรมนีสมัยนั้นต้องปรับเปลี่ยนราคาอาหารกันตลอดเวลา คนขนเงินใส่รถเข็นเพื่อมาซื้อขนมปัง หรือได้เงินมาแล้วก็ต้องรีบไปซื้ออาหารเพื่อเอาเงินไปใช้ก่อนที่ค่าเงินจะลด ลงไปอีก ปริมาณอาหารลดน้อยลงจนเหลือเพียงแค่ขนมปังและมันฝรั่งเพียงเท่านั้น  
                   เยอรมนีตอนนั้น แทบจะเรียกได้ว่าทุกภาคส่วนหยุดการผลิต ทั้งอุตสาหกรรม สิ่งทอ การค้าขายและการผลิตชะงัก  ความระส่ำของผู้คนเยอรมันบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ถึงความอดอยากทุกข์ยาก มิหนำซ้ำเมื่อเยอรมันส่งค่าปฏิกรรมสงครามไม่ครบ  ทหารฝรั่งเศสก็เข้ามายึด เหมืองถ่านหินของเยอรมัน แหล่งพลังงานความร้อนของเยอรมันจึงดับสนิท ชาวเยอรมันที่ไม่พอใจฝรั่งเศส แต่ก็ได้แต่ยืนมองทหารฝรั่งเศสขนถ่านหิน เมื่อทหารเห็นว่าชาวเยอรมันไม่ทำความเคารพตนในขณะเดินผ่าน ก็เข้าไปตบตีราวกับคนเยอรมันเป็นสัตว์
                   ฉนวนโปแลนด์(Polish Corridor) มีชาวเยอรมนีอาศัยอยู่มาก เยอรมนีเสียดินแดนส่วนนี้ให้แก่โปแลนด์ตามสนธิสัญญาแวร์ซาย์ และฉนวนโปแลนด์ยังแบ่งแยกดินแดนเยอรมนีเป็นสองส่วน คือส่วนปรัสเซียตะวันตกและปรัสเซียตะวันออก

                   ความทุกข์ยาก ความอัปยศในศักดิ์ศรี ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันไม่มีความหวังในรัฐบาลประชาธิปไตยของตนอีกต่อไป
                   อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้เห็นถึงความทุกข์ยากของเยอรมัน และต้นเหตุที่สำคัญของความทุกข์ยากนี้คือค่าปฏิกรรมสงคราม ที่จะต้องยกเลิกเท่านั้น และดินแดนที่เสียไปจะต้องกลับคืนมา  ในเมื่อไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลที่เป็น อยู่จะกล้าพอที่จะยกเลิกและเรียกร้องดินแดนคืน    เขาจึงพยามไต่เต้าทางการ เมือง
                    ในที่สุดการผ่อนชำระยุติลงเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพรรคนาซี ก้าวขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ. 1933   เป็นเหตุให้อังกฤษและฝรั่งเศสเตรียมบดขยี้เยอรมันอีกครั้ง
                    สงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น  เพราะเยอรมันเข้าไปกอบกู้ดินแดนของตนที่เสีย ไปคือฉนวนโปแลนด์กลับคืนมา ซึ่งมันเป็นความชอบธรรมของเยอรมัน เหมือนไทยเอาเชียงใหม่คืนจากพม่า  อังกฤษกับฝรั่งเศสนั่นแหละที่เป็นผู้จุด ชนวนสงครามโดยการประกาศสงครามกับเยอรมันก่อน             
                      จะเห็นได้ว่าเมื่อ เยอรมันรบชนะฝรั่งเศสแล้ว ก็ไม่ย่ำยีบีทาคนฝรั่งเศส ไม่ปล้น ไม่เรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม เหมือนที่ฝรั่งเศสทำกับเยอรมัน    และไม่เข้าไปแทรกแซงการเมืองโดยการเข้าไป ควบคุมการบริหารประเทศอย่างแข้มงวด  เพียงแต่ให้กองทหารเดินสวนสนามที่ประตู ชัยฝรั่งเศส  และฮิตเลอร์ก็ไปถ่ายรูปที่หอไอเฟิลพอเป็นหลักฐานยืนยันว่าชนะ ฝรั่งเศสเท่านั้น
                    แต่ฝรั่งเศสเสียอีกที่ไม่ทำตามสนธิสัญญาในฐานะผู้แพ้สงคราม กลับตั้งกองทหารขึ้นมาต่อสู้กับเยอรมันในภายหลัง ซึ่งถ้าเยอรมันทำลายกองทัพฝรั่งเศสเสียแต่ตอนนั้น บางทีสงครามอาจพลิกผัน 
                    บางคนว่ามันเป็นสิทธิของฝรั่งเศสที่จะกอบกู้เอกราช   อ้าว!! แล้วตอนฮิตเลอร์กอบกู้เอกราช เห็นช่วยกันรุมประณามกันทั้งโลกว่าเป็นผู้ก่อสงคราม
                       เมื่อฮิตเลอร์กอบกู้เอกราช เอาดินแดนที่เสียไปคืน จะเรียกว่าเป็นผู้ก่อสงครามได้อย่างไร

                      ผมว่าประวัติศาสตร์นี้ประเทศฝ่ายชนะสงครามเป็นคนเขียน โยนความผิดให้ฝ่ายแพ้สงคราม โดยที่ฝ่ายแพ้ไม่มีสิทธิตอบโต้อะไรได้เลย  แบบเรียนทั่วโลกที่ให้นักเรียน อ่านกัน จึงถูกชี้นำให้เชื่อ แล้วฝังใจมีอคติกับฝ่ายแพ้ โดยนักเรียนไม่มีอิสระที่จะใช้ความคิดของตัวเองที่จะตัดสินว่าใครเป็นฝ่าย ถูกผิด  ถ้าขืนตอบนอกแบบเรียนก็สอบตก
                     มันเป็นหลักพื้นฐานของการต่อสู้อยู่แล้ว ที่ใครๆก็ตัดสินได้ว่าฝ่ายไหนสมควรได้รับการยกย่อง  เหมือนเราดูสุนัขตัว หนึ่งที่ยืนหยัดต่อสู้จากการรุมกัดของสุนัข 4ตัว แล้วสุนัขตัวเดียวนั้นต้องพ่ายแพ้   ถ้าเราตัดสินว่าสุนัข 4 ตัวนั้นเก่ง นั่นแสดงว่า เราถูกชี้นำ
28
สมาชิกหมายเลข 2223781
 

Blogger news

Blogroll

About