ปี 1987 ความดุเดือดของสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถานยังคงระอุมาเป็นเวลา 8 ปี ระหว่างฝ่ายรัฐบาลอัฟกันและกองทัพโซเวียตที่เผชิญหน้ากับเหล่ากบฎมูจาฮิดีน โดยช่วงเวลาที่ผ่านมา กองทัพโซเวียตจะเป็นแนวหน้าในการตั้งรับและกวาดล้างฝ่ายมูจาฮิดีนเป็นส่วน ใหญ่ เนื่องด้วยการฝึกที่มีประสิทธิภาพกว่า และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่าซึ่งถูกส่งมาจากแผ่นดินแม่ ทำให้กองทัพรัฐบาลอัฟกันต้องหาวิธีสร้างผลงานที่โดดเด่น เพื่อเป็นการประกาศศักดาให้กองทัพโซเวียตรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของกองทัพ ฝ่ายรัฐบาลอัฟกัน ว่าจริงๆแล้วมันไม่ได้แย่แบบที่พวกเขาคิด...โอกาสนั้นมาถึง เมื่อกองทัพรัฐบาลอัฟกันรู้ตำแหน่งศูนย์บัญชาการของฝ่ายกบฎมูจาฮิดีนที่ตำบล อาร์กันดับ จังหวัดกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นศูนย์ส่งกระจายข้อมูลให้กับกบฎมูจาฮิดีนทั่วภูมิภาค โดยมีกองกำลังประจำในพื้นที่ประมาณ 1000 นาย พร้อมกับผบ.คนสำคัญคือมูลาร์ นาคิบ ก็ประจำการอยู่ด้วย เหตุนี้ กองทัพรัฐบาลอัฟกันจึงเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายมูจาฮิดีนแบบตัวต่อตัว อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยส่งกองพลทหารราบที่ 14,15,17 พร้อมกับกองพลน้อยรถถังที่ 7 และกองกำลังอาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่ง ถูกส่งตรงมาจากกรุงคาบูล รวมทั้งสิ้นประมาณ 6000 นาย เข้าปิดล้อมตำบลอาร์กันดับ โดยโซเวียตได้ให้การสนับสนุนด้วยการส่งทหารจากกองพลน้อยปืนเล็กยาวยานยนต์ ที่ 70 เข้าไปสนับสนุน แต่...อย่างที่กล่าว แผนการนี้กองทัพรัฐบาลอัฟกันเป็นผู้ดำเนินงาน ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเขาจึงทำได้แค่สนับสนุน ปล่อยให้กองทัพอัฟกันโชว์ผลงานเอง (DRA: พี่ไม่ต้อง เดี๋ยวผมลุยเอง) การบุกเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1987 โดยชุดแรกที่จู่โจม แน่นอน คืออากาศยานปีกหมุนติดอาวุธแบบ MI-24 ของโซเวียต...แนวตั้งรับในเชิงเขาของพวกมูจาฮิดีนเสียหายในช่วงแรก หลังจากนั้น พวกเขาจึงตอบโต้ด้วยเครื่องยิงมิสไซล์ภาคพื้นดินสู่อากาศแบบ FIM-92 จนเครื่อง MI-24 ของโซเวียตบางส่วนต้องโหม่งโลก ทางโซเวียตจึงรีบถอนกำลังทางอากาศกลับทันที เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายหนักมากกว่านี้ เฮลิคอปเตอร์ของโซเวียตซึ่งเป็นหัวหอกหลักของการจู่โจมถูกสั่งถอนไปแล้ว เหลือแต่เพียงทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกันที่พึ่งรู้ตัวเองว่ากำลังเผชิญหน้าแบบตา ต่อตากับกบฏมูจาฮิดีนผู้โชกโชนเข้าให้แล้ว การปะทะกันระหว่างทหารราบต่อทหารราบได้เกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลขยาดมากที่สุดคือการโจมตีแบบโฉบฉวยของกบฏมูจาฮิดีน และแนวตั้งรับตามสันเขา ทำให้ทหารรัฐบาลอัฟกันเสียหายอย่างหนัก กำลังใจลดฮวบ พวกเขาหลายนายเริ่มปฏิเสธที่จะบุกตามคำสั่งนายทหารจนเกิดการยิงกันเองขึ้น ระหว่างนายทหารและพลทหาร จนหลายนายวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง แต่ถึงกระนั้น แผนการบุกก็คงดำเนินต่อไปแบบลากเลือด จนปลายเดือนมิถุนายนความพยายามยึดตำบลอาร์กันดับจึงหยุดลง และถอนกำลังทหารกลับคาบูลในที่สุด โดยทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกันมีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 นาย และที่สลดใจที่สุด ทหารกว่า 1200 นายถูกทิ้งในแนวรบ ให้ถูกจับเป็นเชลย ถูกสังหาร หรือกระทั่งถูกทิ้งให้เน่าตายในทะเลทราย ขณะที่ฝ่ายกบฏมูจาฮิดีนเสียชีวิตในการรบ 60 นาย ตลอดทั้งการบุก เหตุการณ์นี้ถือเป็นการปะทะกันระหว่างกองทัพฝ่ายรัฐบาลอัฟกันและกบฏมูจาฮิดี นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถาน และครั้งนี้ กองทัพฝ่ายรัฐบาลอัฟกันได้ประกาศศักยภาพของทหารตนเองให้โซเวียตได้รู้แล้ว
Face to Face.
ปี 1987 ความดุเดือดของสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถานยังคงระอุมาเป็นเวลา 8 ปี ระหว่างฝ่ายรัฐบาลอัฟกันและกองทัพโซเวียตที่เผชิญหน้ากับเหล่ากบฎมูจาฮิดีน โดยช่วงเวลาที่ผ่านมา กองทัพโซเวียตจะเป็นแนวหน้าในการตั้งรับและกวาดล้างฝ่ายมูจาฮิดีนเป็นส่วน ใหญ่ เนื่องด้วยการฝึกที่มีประสิทธิภาพกว่า และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่าซึ่งถูกส่งมาจากแผ่นดินแม่ ทำให้กองทัพรัฐบาลอัฟกันต้องหาวิธีสร้างผลงานที่โดดเด่น เพื่อเป็นการประกาศศักดาให้กองทัพโซเวียตรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของกองทัพ ฝ่ายรัฐบาลอัฟกัน ว่าจริงๆแล้วมันไม่ได้แย่แบบที่พวกเขาคิด...โอกาสนั้นมาถึง เมื่อกองทัพรัฐบาลอัฟกันรู้ตำแหน่งศูนย์บัญชาการของฝ่ายกบฎมูจาฮิดีนที่ตำบล อาร์กันดับ จังหวัดกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นศูนย์ส่งกระจายข้อมูลให้กับกบฎมูจาฮิดีนทั่วภูมิภาค โดยมีกองกำลังประจำในพื้นที่ประมาณ 1000 นาย พร้อมกับผบ.คนสำคัญคือมูลาร์ นาคิบ ก็ประจำการอยู่ด้วย เหตุนี้ กองทัพรัฐบาลอัฟกันจึงเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายมูจาฮิดีนแบบตัวต่อตัว อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยส่งกองพลทหารราบที่ 14,15,17 พร้อมกับกองพลน้อยรถถังที่ 7 และกองกำลังอาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่ง ถูกส่งตรงมาจากกรุงคาบูล รวมทั้งสิ้นประมาณ 6000 นาย เข้าปิดล้อมตำบลอาร์กันดับ โดยโซเวียตได้ให้การสนับสนุนด้วยการส่งทหารจากกองพลน้อยปืนเล็กยาวยานยนต์ ที่ 70 เข้าไปสนับสนุน แต่...อย่างที่กล่าว แผนการนี้กองทัพรัฐบาลอัฟกันเป็นผู้ดำเนินงาน ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเขาจึงทำได้แค่สนับสนุน ปล่อยให้กองทัพอัฟกันโชว์ผลงานเอง (DRA: พี่ไม่ต้อง เดี๋ยวผมลุยเอง) การบุกเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1987 โดยชุดแรกที่จู่โจม แน่นอน คืออากาศยานปีกหมุนติดอาวุธแบบ MI-24 ของโซเวียต...แนวตั้งรับในเชิงเขาของพวกมูจาฮิดีนเสียหายในช่วงแรก หลังจากนั้น พวกเขาจึงตอบโต้ด้วยเครื่องยิงมิสไซล์ภาคพื้นดินสู่อากาศแบบ FIM-92 จนเครื่อง MI-24 ของโซเวียตบางส่วนต้องโหม่งโลก ทางโซเวียตจึงรีบถอนกำลังทางอากาศกลับทันที เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายหนักมากกว่านี้ เฮลิคอปเตอร์ของโซเวียตซึ่งเป็นหัวหอกหลักของการจู่โจมถูกสั่งถอนไปแล้ว เหลือแต่เพียงทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกันที่พึ่งรู้ตัวเองว่ากำลังเผชิญหน้าแบบตา ต่อตากับกบฏมูจาฮิดีนผู้โชกโชนเข้าให้แล้ว การปะทะกันระหว่างทหารราบต่อทหารราบได้เกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลขยาดมากที่สุดคือการโจมตีแบบโฉบฉวยของกบฏมูจาฮิดีน และแนวตั้งรับตามสันเขา ทำให้ทหารรัฐบาลอัฟกันเสียหายอย่างหนัก กำลังใจลดฮวบ พวกเขาหลายนายเริ่มปฏิเสธที่จะบุกตามคำสั่งนายทหารจนเกิดการยิงกันเองขึ้น ระหว่างนายทหารและพลทหาร จนหลายนายวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง แต่ถึงกระนั้น แผนการบุกก็คงดำเนินต่อไปแบบลากเลือด จนปลายเดือนมิถุนายนความพยายามยึดตำบลอาร์กันดับจึงหยุดลง และถอนกำลังทหารกลับคาบูลในที่สุด โดยทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกันมีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 นาย และที่สลดใจที่สุด ทหารกว่า 1200 นายถูกทิ้งในแนวรบ ให้ถูกจับเป็นเชลย ถูกสังหาร หรือกระทั่งถูกทิ้งให้เน่าตายในทะเลทราย ขณะที่ฝ่ายกบฏมูจาฮิดีนเสียชีวิตในการรบ 60 นาย ตลอดทั้งการบุก เหตุการณ์นี้ถือเป็นการปะทะกันระหว่างกองทัพฝ่ายรัฐบาลอัฟกันและกบฏมูจาฮิดี นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถาน และครั้งนี้ กองทัพฝ่ายรัฐบาลอัฟกันได้ประกาศศักยภาพของทหารตนเองให้โซเวียตได้รู้แล้ว
ปี 1987 ความดุเดือดของสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถานยังคงระอุมาเป็นเวลา 8 ปี ระหว่างฝ่ายรัฐบาลอัฟกันและกองทัพโซเวียตที่เผชิญหน้ากับเหล่ากบฎมูจาฮิดีน โดยช่วงเวลาที่ผ่านมา กองทัพโซเวียตจะเป็นแนวหน้าในการตั้งรับและกวาดล้างฝ่ายมูจาฮิดีนเป็นส่วน ใหญ่ เนื่องด้วยการฝึกที่มีประสิทธิภาพกว่า และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่าซึ่งถูกส่งมาจากแผ่นดินแม่ ทำให้กองทัพรัฐบาลอัฟกันต้องหาวิธีสร้างผลงานที่โดดเด่น เพื่อเป็นการประกาศศักดาให้กองทัพโซเวียตรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของกองทัพ ฝ่ายรัฐบาลอัฟกัน ว่าจริงๆแล้วมันไม่ได้แย่แบบที่พวกเขาคิด...โอกาสนั้นมาถึง เมื่อกองทัพรัฐบาลอัฟกันรู้ตำแหน่งศูนย์บัญชาการของฝ่ายกบฎมูจาฮิดีนที่ตำบล อาร์กันดับ จังหวัดกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นศูนย์ส่งกระจายข้อมูลให้กับกบฎมูจาฮิดีนทั่วภูมิภาค โดยมีกองกำลังประจำในพื้นที่ประมาณ 1000 นาย พร้อมกับผบ.คนสำคัญคือมูลาร์ นาคิบ ก็ประจำการอยู่ด้วย เหตุนี้ กองทัพรัฐบาลอัฟกันจึงเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายมูจาฮิดีนแบบตัวต่อตัว อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยส่งกองพลทหารราบที่ 14,15,17 พร้อมกับกองพลน้อยรถถังที่ 7 และกองกำลังอาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่ง ถูกส่งตรงมาจากกรุงคาบูล รวมทั้งสิ้นประมาณ 6000 นาย เข้าปิดล้อมตำบลอาร์กันดับ โดยโซเวียตได้ให้การสนับสนุนด้วยการส่งทหารจากกองพลน้อยปืนเล็กยาวยานยนต์ ที่ 70 เข้าไปสนับสนุน แต่...อย่างที่กล่าว แผนการนี้กองทัพรัฐบาลอัฟกันเป็นผู้ดำเนินงาน ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเขาจึงทำได้แค่สนับสนุน ปล่อยให้กองทัพอัฟกันโชว์ผลงานเอง (DRA: พี่ไม่ต้อง เดี๋ยวผมลุยเอง) การบุกเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1987 โดยชุดแรกที่จู่โจม แน่นอน คืออากาศยานปีกหมุนติดอาวุธแบบ MI-24 ของโซเวียต...แนวตั้งรับในเชิงเขาของพวกมูจาฮิดีนเสียหายในช่วงแรก หลังจากนั้น พวกเขาจึงตอบโต้ด้วยเครื่องยิงมิสไซล์ภาคพื้นดินสู่อากาศแบบ FIM-92 จนเครื่อง MI-24 ของโซเวียตบางส่วนต้องโหม่งโลก ทางโซเวียตจึงรีบถอนกำลังทางอากาศกลับทันที เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายหนักมากกว่านี้ เฮลิคอปเตอร์ของโซเวียตซึ่งเป็นหัวหอกหลักของการจู่โจมถูกสั่งถอนไปแล้ว เหลือแต่เพียงทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกันที่พึ่งรู้ตัวเองว่ากำลังเผชิญหน้าแบบตา ต่อตากับกบฏมูจาฮิดีนผู้โชกโชนเข้าให้แล้ว การปะทะกันระหว่างทหารราบต่อทหารราบได้เกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลขยาดมากที่สุดคือการโจมตีแบบโฉบฉวยของกบฏมูจาฮิดีน และแนวตั้งรับตามสันเขา ทำให้ทหารรัฐบาลอัฟกันเสียหายอย่างหนัก กำลังใจลดฮวบ พวกเขาหลายนายเริ่มปฏิเสธที่จะบุกตามคำสั่งนายทหารจนเกิดการยิงกันเองขึ้น ระหว่างนายทหารและพลทหาร จนหลายนายวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง แต่ถึงกระนั้น แผนการบุกก็คงดำเนินต่อไปแบบลากเลือด จนปลายเดือนมิถุนายนความพยายามยึดตำบลอาร์กันดับจึงหยุดลง และถอนกำลังทหารกลับคาบูลในที่สุด โดยทหารฝ่ายรัฐบาลอัฟกันมีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 นาย และที่สลดใจที่สุด ทหารกว่า 1200 นายถูกทิ้งในแนวรบ ให้ถูกจับเป็นเชลย ถูกสังหาร หรือกระทั่งถูกทิ้งให้เน่าตายในทะเลทราย ขณะที่ฝ่ายกบฏมูจาฮิดีนเสียชีวิตในการรบ 60 นาย ตลอดทั้งการบุก เหตุการณ์นี้ถือเป็นการปะทะกันระหว่างกองทัพฝ่ายรัฐบาลอัฟกันและกบฏมูจาฮิดี นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถาน และครั้งนี้ กองทัพฝ่ายรัฐบาลอัฟกันได้ประกาศศักยภาพของทหารตนเองให้โซเวียตได้รู้แล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



